วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554


วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554


ฟิกเกอร์ด โคอา : โคอายังให้ความสวยงามที่แตกต่างออกไป เมื่อมันพัฒนาลวดลายเป็นแบบเฟลม เรามีให้คุณได้เลือกเฉพาะผิวหน้าเท่านั้นและที่สำคัญมันเป็นวัสดุเกรดสูง เสียด้วยสิ (นั่นคือแสดงถึงราคาที่อาจจะเอื้อมลำบากหน่อยนึง สำหรับเรา)

วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554

Ash ไม้แอชที่เรานำมาใช้กัน มี 2 ชนิด คือ ไม้แอชเนื้อแข็ง (ไม้แอชเนื้อแข็งจากทางเหนือ) กับ Swamp Ash (ไม้แอชเนื้ออ่อนจากทางใต้)ไม้แอชเนื้อแข็ง (ไม้แอชเนื้อแข็งจากทางเหนือ- Northern Hard Ash) จะมีเนื้อที่แข็ง หนัก และแน่นกว่า (ดูจากน้ำหนักที่มากกว่า5 ปอนด์ สำหรับกีตาร์ทรง Strat) ด้วยความหนาแน่นที่ค่อนข้างสูงของเนื้อไม้ จึงให้ได้โทนเสียงที่ดูสดใส และค้างยาวนาน (sustain) ทำให้ไม้ชนิดนี้เป็นที่นิยมมาก เนื้อไม้แท้มีสีครีม แต่ก็มีบ้างที่จะออกเป็นชมพูหรือสีน้ำตาลอ่อนจางๆ (หรือที่เรียกว่า ฮาร์ทวูด)เนื้อไม้ค่อนข้างหยาบ มีร่องเสี้ยนไม้และรอยตาไม้ค่อนข้างเยอะ จึงจำเป็นต้องผ่านกระบวนการอุดลายไม้มากกว่าไม้อื่นๆ ทำให้ต้องใช้เวลามากในการทำสีพื้นผิว
ส่วน Swamp Ash (ไม้แอชเนื้ออ่อนจากทางใต้) นั้น มีน้ำหนักเบา (ด้วยน้ำหนักที่น้อยกว่า5 ปอนด์ สำหรับกีตาร์ทรง Strat) ทำให้เป็นจุดที่แตกต่างจากไม้แอชเนื้อแข็งจากทางเหนืออย่างชัดเจน กีตาร์ในรุ่นครบรอบ 50 ปีของ Fender ส่วนมากก็ทำมาจากไม้ สแวมป์ แอช นี้นี่แหละ และด้วยเนื้อไม้ธรรมชาติที่มีลายไม้ขึ้นชัดเจนสีครีม ทำให้เป็นไม้ที่เหมาะมาก สำหรับทำสีแบบใสมองทะลุเห็นเนื้อไม้ นอกจากนี้ยังเป็นไม้ที่ให้ความสมดุลของโทนเสียงใสและอบอุ่นในแนวเพลงป๊อป ถือเป็นไม้ที่สวยงามและนับเป็นไม้ยอดนิยมลำดับสองเลยทีเดียว
Basswood เป็นไม้เนื้ออ่อน มีน้ำหนักเบา (ถ้าใช้ทำเป็นกีตาร์ทรง Strat ก็หนักแค่ไม่ถึง 4 ปอนด์) เนื้อไม้มีสีขาว มักมีสีเขียวพาดแซมในลายไม้ ลายเสี้ยนไม้ละเอียดถี่ชิดกัน และสามารถดูดซับวัสดุเคลือบผิวได้ดี แต่ไม่เหมาะกับการทำเคลือบผิวแบบใส ให้เสียงกลางที่นุ่ม กังวาน อบอุ่น
Bubinga บูบิงก้า เป็นไม้เนื้อแข็ง จึงนิยมนำมาทำเป็นคอเบส และเป็นไม้ที่มีน้ำหนักมาก จึงมักใช้เป็นไม้ปะหน้า ในการนำมาใช้ทำคอเบส มันจะให้ช่วงเสียงกลางที่ใส และเสียงต่ำที่หนาทุ้มดี
Rickenbackerใช้ไม้บูบิงก้าทำเฟร็ตบอร์ดส่วWarwick ใช้ไม้บูบิงก้ามาทำบอดี้กีตาร์ ซึ่งการนำไม้บูบิงก้ามาทำเป็นบอดี้กีตาร์นั้น จะได้กีตาร์ที่มีน้ำหนักมาก แต่คุณก็ จะได้เสียงค้างยาว (sustain) ได้นานนนนเลยเชียว
วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554
ไม้ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

เกี่ยวกับ : เรื่องราวของไม้ที่ใช้ในการทำกีตาร์ หลายๆ คนคงเคยเล่นกีตาร์กันมาไม่มากก็น้อยแต่เคยรู้กันมั้ยว่า กีตาร์ที่คุณเล่นนั้นทำมาจากไม้อะไร และให้โทนเสียงอย่างไร ถ้าคุณสนใจล่ะก็ ตามไปอ่านกันได้เลย
ไม้ที่ใช้ทำกีตาร์นั้นมีตั้งแต่ไม้ถูกๆ อย่างไม้อัด ไปจนถึงไม้หรูหราอลังการงานสร้างอายุเป็น 100 ปีกันเลยทีเดียวเชียว ไม้แต่ละอย่างนั้นก็มีลักษณะเด่นในแบบฉบับของตัวเอง เรียกได้ว่าไม้ที่ใช้ในการทำกีตาร์นั้นมีผลต่อเสียงอย่างมาก จะบอกว่า ไม้ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ก็คงไม่ผิดเรามาเริ่มกันที่ สามองค์ประกอบสำคัญในการเลือกเนื้อไม้สำหรับกีตาร์ตัวโปรดของคุณ อย่าง ที่เรากล่าวไว้แล้ว ว่า ไม้แต่ละชนิดจะมีลักษณะของลายไม้ด้านความสวยงาม และให้สุ้มเสียงที่มีลักษณะแตกต่างกันไป วันนี้ เรามาทำความรู้จักกับไม้แต่ละชนิดกัน เผื่อเป็นทางเลือกในการตัดสินใจให้กับกีตาร์ตัวต่อไปของคุณ
ไม้ชนิดแรกที่เราจะมาแนะนำในวันนี้ คือไม้แอลดเดอร์
ไม้แอลเดอร์ เป็นไม้ที่นิยมใช้ในการผลิตลำตัวกีตาร์ เพราะน้ำหนักที่ค่อนข้างเบา (ประมาณ 4 ปอนด์ สำหรับกีตาร์ทรง Strat) และให้น้ำเสียงที่เต็ม เนื่องจากเนื้อไม้มีลายเสี้ยนละเอียด ทำให้ง่ายต่อการเคลือบผิวหรือลงสีผิว สีไม้แอลเดอร์ธรรมชาติจะเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ และจะมีลายวงปีที่ดูเป็นระเบียบสม่ำเสมอ เหมาะกับการทำสี ทั้งแบบสีซันเบิร์ส และสีทึบสีเดียว ไม้ชนิดนี้นิยมปลูกกันมากแถบวอชิงตัน
ด้วยความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และราคาไม่แพง ทำให้ไม้แอลเดอร์เป็นไม้ที่เป็นที่นิยมอย่างมาก นอกจากนี้ คุณลักษณะของเนื้อไม้ ทำให้ได้เสียงที่คงที่ ทั้งโทนเสียง ต่ำ กลาง และสูง และด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ทำให้ไม้แอลเดอร์เป็นไม้หลักที่ใช้ในการผลิตเป็นลำตัวของ Fender มานานหลายปี
1. ลักษณะของไม้ ไม้แต่ละชนิดนั้น มีเอกลักษณ์เป็นของตัวของมันเองโดยธรรมชาติ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นไม้ตระกูลเดียวกัน แต่ไม้แต่ละชิ้นก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่ดี ไม้แต่ละชนิดนั้นจะแตกต่างกันใน ลายเนื้อไม้, สี, ความเข้ม, น้ำหนัก, ความหนาแน่นของเนื้อไม้ มันไม่สำคัญว่าไม้ชิ้นเดียวนั้นดีที่สุดหรือไม่ดีที่สุด แต่ที่สำคัญก็คือ ความแตกต่างของเสียงและความเป็นเอกลักษณ์เท่านั้น การเลือกไม้กีตาร์นั้น คุณก็แค่เลือกไม้ที่มันเหมาะสมกับรสนิยมของคุณเท่านั้นเอง แต่ถ้าเกิดไม้หลักที่คุณเลือกนั้นมันฟังแล้วขัดใจคุณ แต่ดันมีลายสวยถูกใจแล้วล่ะก็ คำตอบสุดท้ายของคุณอาจจะเป็น การใช้แผ่นไม้บางๆ (Laminate top) แปะด้านท้อปของกีตาร์นั่นเอง นั้นแหละ คุณก็จะได้กีตาร์ในโทนเสียงที่คุณต้องการพร้อมกับลายไม้ที่โดนใจคุณ โดยที่มันจะไม้ไปรบกวนโทนเสียงของเนื้อไม้หลักของกีตาร์ของคุณ
2. เสียงและน้ำหนักเสียง ของไม้แต่ละชนิดนั้น แปรผันไปตามตระกูลของไม้ น้ำหนัก และความหนาแน่น โดยทั่วไป ไม้ที่มีน้ำหนักมากจะให้เสียงค้าง (sustain) ที่ยาวนานกว่า สว่างกว่า และชัดเจนกว่า ซึ่งถือได้ว่าเป็นคุณลักษณะที่ดีของเบสกีตาร์เลยทีเดียว ส่วนไม้ที่มีน้ำหนักเบามากๆ จะให้ซาวนด์ที่ไม่ชัดเจนและขุ่น โดยเฉพาะถ้าจับคู่กับปิ๊คอัพแบบ Humbucker ส่วนไม้น้ำหนักกลางๆ ก็อยู่ตรงกลางระหว่างคุณลักษณะของทั้งสองแบบ และยังเป็นแบบที่นิยมใช้กันมาช้านานแล้วด้วย หรืออาจจะใช้ไม้ที่หนักแต่ข้างในเป็นโพรง ซึ่งบอดี้แบบนี้มันยังคงความแข็งอยู่ แต่ก็มีนำ้หนักที่เบา แล้วให้โทนเสียงที่ อ้วนเต็มเม็ด และมีเสียงที่ค้างยาวใช้ได้เลย
3. การเคลือบผิวกีตาร์คุณ ชอบการลงเคลือบผิวบอดี้กีตาร์แบบไหน? คุณสามารถทำมันเองได้ด้วยนะ เช่นการใช้น้ำมัน Tung หรือน้ำมัน Danish มันเป็นวิธีที่ง่ายดี และทำให้ตัวบอดี้กีตาร์ของคุณดูมืดและเข้มขึ้น เหมือนพวกไม้โคอะ (koa) วอลนัท (walnut) โคริน่า (korina) ในขณะที่การเคลือบสีผิวแบบสว่างๆ นั้นเหมาะกับพวกไม้ Western maple สีขาว การเคลือบผิวแบบใสๆ นั้นจะดูเยี่ยมมาก ถ้าเคลือบลงบนไม้ที่มีลายบนไม้ชัดๆ อย่างเช่นไม้ แอช (ash) แต่ถ้าเป็นการเคลือบสีผิวแบบแวววาวนั้น คุณสามารถฉีดสเปรย์บนไม้ใดก็ได้ แต่ถ้าคุณไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือแบบมืออาชีพ... มันก็ยากเอาเรื่องอยู่
ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก guitarist thailand